Skip to main content

เมื่อ "การตั้งราคา (Pricing)" คือ สัญญาณและเรื่องราวของอะไรบางอย่าง และผมไม่เคยคิดลดราคา

 ## เมื่อการตั้งราคา (Pricing) คือ สัญญาณและเรื่องราวของอะไรบางอย่าง และผมไม่เคยคิดลดราคา ##

.
.
การตั้งราคา มีเรื่องราวและคุณค่าในตัวมากกว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากวิชาการตลาด 101 ทั่วๆ ไป ที่บอกเราว่าการตั้งราคามีแบบ Price Skimming ที่นักการตลาดตั้งราคาสูงไว้ในช่วงแรก ก่อนที่จะลดระดับลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป หรือ Penetration Pricing ที่เน้นราคาเบาๆ จับต้องง่ายเพื่อต้องการยอดขายระดับ mass
.
เราอาจตั้งราคาด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ที่เน้นการคำนวณเหตุและผลที่พิสูจน์ได้ของต้นทุนและค่าใช้จ่าย เป้าหมายกำไรที่ได้เพื่อกำหนดราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้เป้าหมายกำไรที่ต้องการ ซึ่งปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ก็เล่นโมเดลนี้กันเยอะเหมือนกัน เพราะมันดูสมเหตุสมผล ถือเป็นการกำหนดราคาตามหลักเหตุและผลที่มีการผสมผสานแนวคิดเศรษฐศาสตร์เต็มๆ (ต้นทุน-กำไร)



แต่วันนี้ผมมาแชร์ไอเดียการตั้งราคาด้วยหลักการตลาดจริงๆ ราคา กับการตลาดเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่าราคาคือ การตลาดและการตลาดคือ ราคา
.
ราคาสินค้าของคุณกำลังเล่าเรื่องราวบางอย่างอยู่ มันคือการส่งสัญญาณในรื่องของแบรนด์ สินค้าและตัวตนของคุณไปยังลูกค้าเป้าหมาย
.
ถ้าคุณมีสินค้าชิ้นหนึ่ง ต้นทุน 250 บาท ซึ่งราคากลางในตลาดประมาณ 359 บาท และคุณตั้งใจตั้งราคาต่ำๆ ขอกำไรน้อยแต่อยากมียอดขายปริมาณมากๆ คุณอาจตั้งราคาที่ 299 บาท ดังนั้นทุกหนึ่งชิ้นที่ขายได้คุณจะได้กำไร 49 บาท ในกลับกัน สินค้าตัวเดิมแต่คุณตั้งราคาที่ 699 บาท อะไรจะเกิดขึ้น
.
ถ้าคุณขายที่ 299 คุณจะต้องขายถึง 9 ชิ้น กว่าจะได้กำไรเท่ากับการขายหนึ่งชิ้นที่ 699 เอาล่ะไปเพิ่มราคาโขกสับลูกค้ากันเลย…เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งไป ถ้าคุณอาจมาแค่นี้แล้วเข้าใจไปแค่ไหน แบรนด์พังแน่นอน ไปต่อๆ…
.
ที่เล่ามาผมไม่ได้บอกให้ไปตั้งราคาแพงๆ แต่กำลังยกตัวอย่างบางสิ่ง ถ้าคุณขายที่ 299 บาทต่อชิ้น คุณคงไม่ต้องทำแบรนด์หรืออะไรมากมาย เพราะราคาต่ำของคุณเป็นตัวไปแย่งชิงพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาด
.
แต่คุณรู้หรือไม่ การตั้งราคาที่ต่ำกว่าตลาด มันเป็นสัญญาณบางอย่างที่คุณกำลังเล่าเรื่องราวของคุณ สินค้าของคุณและแบรนด์ของคุณไปยังลูกค้าของลูกค้าของคุณ
.
มันคือ สัญญาณของความกลัวที่มีอยู่ในตัวคุณ เท่ากับคุณกำลังบอกว่าสินค้าของคุณไม่ได้ดีไปกว่าสินค้าทั่วๆ ไปในตลาด มันเหมือนๆ กันเพียงแต่แค่ "ถูกกว่า" และความสามารถนี้ถูกเอาชนะด้วยคนที่ทำราคาได้ถูกกว่า และในยุคที่ COVID19 มา คู่แข่งขันจำนวนไม่น้อย พร้อมที่จะขายถูกด้วยสิ
.
งั้นก็ตั้งราคาแพงสิ? เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้น จำได้ไหมที่ผมบอกว่า ราคาคือ การตลาด และการตลาดคือ ราคา การที่คุณตั้งราคาแพงกว่า นั่นหมายถึง คุณต้องลงทุนการตลาดที่มากขึ้น เพื่อทำให้ลูกค้ารับรู้และเชื่อมั่นในสัญญาณหรือเรื่องราวที่คุณพยายามบอกลูกค้าผ่านราคาที่แพงหรือสูงลิ่วของคุณ
.
ด้วยราคาที่ 699 คุณอาจต้องมี Influencer มาถ่ายรูปคู่กับแบรนด์ คุณอาจมีหน้าร้านเล็กๆ มี Website ที่ cool ๆ มีระบบจัดการหลังบ้านเพื่อทำ Re-Marketing อย่างเป็นระบบ มีกิจกรรม Fan Meeting หรือทีมกีฬาท้องถิ่นมีป้ายแบรนด์คุณปักอยู่บนเสื้อ ทั้งหมดเพื่อให้คุณขายได้ในราคา 699
.
ถ้าการตลาดคุณไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่า เจ๋งกว่า หรือเด็ดกว่าคู่แข่งขันที่ขาย 359 หรือขายถูกกว่าคุณ ทุกอย่างก็ Fail
.
อ้าว! อะไรว่ะ! งั้นก็ขายถูกสิ ไม่ต้องทำอะไรเยอะ คนก็มาซื้อเอง! เดี๋ยวๆ อย่าพึ่งวู่วาม เอาจริงๆ ที่ขายถูกกันตอนนี้เนี่ย ขายดีแค่ไหน พอคุณขายถูกมากๆ จนขายดี ก็จะมีเจ้าอื่นๆ มาขายถูกแข่งกับคุณอยู่ดี นี่คือ ปัญหาปกติของโลกธุรกิจ
.
นี่คือ แก่นแนวคิดของ Luxury Brand พวกเขาอัพราคาที่สะท้อนการทำการตลาด สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์กับราคาอย่างลงตัว พวกนี้คือลอยตัวเหนือน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ของสงครามราคา
.
ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการตั้งราคาและการไม่เคยลดราคาของผม ครั้งหนึ่งสมัยผมอายุยี่สิบกลางๆ ผมเข้ารับการสัมภาษณ์ในงานตำแหน่งที่ปรึกษาและผู้บริหารโครงการของบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่ง
.
การสัมภาษณ์เริ่มต้นตั้งแต่การทำโปรเจคเพื่อแสดงถึงความสามารถของเรา ก่อนที่จะนำเสนอและตามมาด้วยการพูดคุยถึงค่าตัว
.
ผมจำได้แม่นว่า..ผมเรียกค่าตัวไปประมาณ 6 หลัก ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอายุผมในวัยนั้น ผมได้รับคำตอบกลับมาว่า พวกเขาไม่เคยจ่ายใครที่ราคานี้มาก่อน แต่พวกเขาประทับใจในสิ่งที่ผมนำเสนอ จึงขอลดราคาลงมา
.
สิ่งที่ผมตอบกลับไป อาจเป็นการตกปากรับคำกับเงินเดือน 6 หลักก็ถือว่ามากแล้วในวัยเท่านั้น แต่สิ่งที่ผมตอมกลับไปคือ
.
"ทุกท่านครับ สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้ คือ สิ่งที่ผมลงทุน ฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพมาโดยตลอด การลงทุน เช่น การเรียน การฝึกอบรม การซื้อหนังสือดีๆ สักเล่ม ทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ด้วยเงินเดือนที่ผมเรียกไป มันจะพัฒนาผมอย่างต่อเนื่อง ระหว่างที่ทำงานให้ที่องค์กร ผมจึงเห็นว่ามันคุ้มค่า แต่ถ้าท่านคิดว่าอยากจะจ่ายในราคาที่ท่านต้องการจริงๆ ผมก็ยินดีลดราคา แต่ผมก็ขอลดความสามารถลง 10-20% เพราะท่านประเมินคุณค่าผมเพียงแค่ตัวเลขนั้น แต่ผมไม่เชื่อว่าท่านจะจ่ายราคานั้นแน่นอน เพราะถ้าท่านเจอคนที่ใช่ เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันในวันนี้"
.
ผมจำได้ว่า MD ยิ้มและตอบผมว่า "พี่ยอม เธอคือคนแรกที่พี่จะให้ราคานี้" ผมตอบกลับทันทีว่า "ขอบคุณที่เข้าใจครับและยินดีด้วยครับพี่จะได้จ่ายให้ผมเป็นคนแรก และมันคุ้มค่าแน่นอน"
.
สำหรับผมการลดราคา จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่การต่อรองเชิงธุรกิจ แต่เป็นการลดราคาเพื่อสร้างโอกาส เช่น ลดราคาเพื่อเข้าไปยังตลาดที่คุณคิดว่าขยายโอกาสทางรายได้ ได้มหาศาล อัพราคาและยอดขายด้วยสินค้าและบริการอื่นๆ ได้ หรือลดราคาด้วยหลักมนุษยธรรม เช่น ลดราคาให้ธุรกิจที่ทำเพื่อสังคม เป็นต้น
.
เรื่องนี้ชัดเจนว่า ราคา มันคือสัญญาณและเรื่องราวบางอย่าง มันกำหนด Position ของเรา แบรนด์ หรือสินค้า เพียงแต่คุณต้องเข้าใจว่า ของแพงมันต้องมีเหตุผลที่เด็ดขาดว่าทำไมมันถึงแพง ไม่ใช่อุปโลกน์กันขึ้นมา มันต้องมีเรื่องเล่าชัดเจน แสดงให้เห็นเชิงประจักษ์
.
ดังนั้นสินค้าบางประเภทที่บอกว่า ขายถูกๆ คืนกำไรให้ลูกค้า สินค้าผสมวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม เช่น วัตถุดิบจากเทือกเขาหิมาลัย ผสมทองคำ ผสมตับวาฬ ในราคากล่องละ 199 อันนี้ก็เพี้ยนไปเรื่อย ผสมวัตถุดิบน้อยนิดหรืออาจไม่มีเลย เรียกว่าเทียบกับมวลสารสร้างพระเครื่องยังไม่ได้เลย
.
ดังนั้น เราควรเข้าใจให้ดีกว่า การตลาดคือ ราคา และราคา คือ การตลาด จะตั้งราคาแบบไหน การตลาดต้องสะท้อนให้ชัดเจน
.
ดร.ทอย

Comments

Popular posts from this blog

Brand Admiration การสร้างแบรนด์ที่ใครๆ ก็รัก

## รู้หรือไม่..แบรนด์ที่ใครๆ รัก เกิดจากอะไร? ## . #อยากเป็นที่รักไม่ต้องพูดเยอะทำ3ข้อนี้ก่อน #ทำไมลูกค้ารักคู่แข่งมากกว่าคุณ #อยากให้แบรนด์นั่งในใจลูกค้าต้องอ่าน  #อยากเป็นคนที่ใครชื่นชมต้องเข้าใจ . ถ้าคุณขายสินค้า คุณคงอยากให้ใครๆ รักแบรนด์ของคุณ เพื่อที่คุณจะได้ขายสินค้าได้ดีขึ้น ถ้าคุณขายตัวตน ด้วยการเป็นโค้ช หรือการสอนสิ่งที่คุณรู้ คุณยิ่งต้องการให้ใครๆ รักคุณ . ถ้าคุณเป็นแบรนด์ที่ใครๆ รัก จะง่ายมากที่จะขายสินค้าและบริการ เพราะมีฐานลูกค้าที่รักคุณ คอยสนับสนุน คุณเคยซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ใดสักแบรนด์ เพราะ คุณรักและชื่นชมในสิ่งที่เขาทำเพื่อคุณหรือไม่?  . เชื่อได้เลยว่า คนเรา ต้องมีสักแบรนด์หรือสองแบรนด์ที่คุณรักและชื่นชมเสมอ  การจะสร้างธุรกิจ สินค้า บริการ หรือตัวตน ที่คนอื่นรักและชื่นชม อาจมีหลายมิติหรือปัจจัย แต่หลักๆ ที่จับต้องกันได้ มีอยู่ 3Es ด้วยกัน  . #E1 Enable อย่างแรกสุด สินค้าและบริการ หรือตัวคุณ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่ คุณประโยชน์หรืออรรถประโยชน์ที่มอบให้ลูกค้า ตรงกับ Customer Job-to-be-done (JTBD) หรือไม่ . เช่น กาแฟสด...

เทคนิคการตั้งราคาขายสินค้าให้แพง

## เทคนิคการตั้งราคาขายสินค้าให้แพง ##  . #จะขายแพงต้องทำอะไรบ้าง? #จิตวิทยาการตั้งราคา #ถ้าของไม่แตกต่างอย่างโดดเด่นทำได้หรือไม่? . สินค้าที่ราคาแพงมักมีคุณภาพสูง หรือแบรนด์ที่ดีสินค้ามักราคาแพง ดังนั้นถ้าอยากขายสินค้าให้ได้ราคาแพงๆ ก็ทำคุณภาพให้ดีสิ ทำแบรนด์ให้ดังสิ นั่นก็ใช่ แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด . สิ่งเหล่านั้น คือความเข้าใจของใครหลายคน แต่ก็นั่นแหละมีสินค้าจำนวนมากที่ราคาสูงแต่คุณภาพไม่แตกต่างจากของทั่วๆ ไป หรือแบรนด์ก็อาจเทียบชั้นได้แบบพอๆ กัน ไม่ได้โดดเด่นขนาดที่เรียกว่าทิ้งห่างกันเท่าไรนัก แล้วสินค้าที่ขายแพงๆ เขาทำอย่างไรกันนะ? นี่คงเป็นคำถามที่คาใจใครหลายคน . ราคาจะแพง หรือถูก เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการรับรู้ (Perception) ของลูกค้า ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการคำนวณต้นทุนราคาขายของแบรนด์หรือผู้ผลิต . หมดยุคที่แบรนด์หรือผู้ผลิตจะตั้งราคาโดยเอาต้นทุนมาบวกกำไรที่ต้องการเข้าไป เช่น ต้นทุนสินค้าและค่าการตลาดตลอดจนการจัดส่งอยู่ที่ 100 บาท อยากได้กำไร 200% คือ 200 เท่ากับราคาขาย 300 บาท อ้าวแล้วทำอย่างไรล่ะ? (เลื่อนนิ้วไปอ่านบรรทัดต่อไปได้เลย) . จำไว้ได้เลยว่า "ราคาจะแพงหรือถูกข...

เมื่อสูญสิ้นคุณค่า (Value) แม้ลูกค้าขาประจำก็จำใจจาก

  ## เมื่อสูญสิ้นคุณค่า แม้ลูกค้าขาประจำก็จำใจจาก ## . ธุรกิจร้านข้าวแกงในวันที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ . วันนี้ผมมีเคสร้านข้าวแกงใต้สุดอร่อยแถวบ้าน ที่ผมและครอบครัวเป็นขาประจำมากว่า 3 ปี กับข้าวที่รสชาติจัดจ้าน อร่อยและมันอิ่มพอดีในราคา 40-50 บาท . ผมเดินผ่านร้านนี้อีกครั้ง สายตาที่มองเข้าไปในร้าน ผมเห็นภาพร้านที่เนืองแน่นไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ แต่ไร้ซึ่งผู้คน นี่คือภาพที่ผมเห็นมาวันแล้ววันเล่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผม ซึ่งเป็นลูกค้าขาประจำได้บอกลาร้านนี้ไป . ร้านข้าวแกงใต้นี้ผิดอะไร แน่นอนเขาไม่ได้ผิดอะไรเลยครับ แต่บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงจุดเล็กๆ นี่ละคือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวในวันนี้ . วันนึงผมกลับพบว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป นั่นคือ ปริมาณของอาหาร ข้าวตักมาในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่กับข้าวลดลง ถ้าให้สาธยายให้เห็นภาพ ก่อนหน้านี้ร้านจะตักกับข้าวประมาณ 1 ทัพพีต่อ 1 อย่าง แต่ไม่ได้เป็นปริมาณพูนๆ นะครับ แต่ก็ถือว่ากำลังดี สำหรับกับ 2 อย่างบนข้าวร้อนๆ และมีน้ำพริกกะปิและผักให้กินแกล้มกับน้ำพริก . จากวันนั้นมา กับข้าวจะถูกตักด้วยปลายทัพพี เน้นนะครับว...