Skip to main content

ทำไม Milkshake จึงขายดี?

 ## ทำไม Milkshake จึงขายดี? ##

.
.
"คนไม่ได้ต้องการ "สว่าน" แต่พวกเขาต้องการ "รู" " Theodore Levitt ศาสตราจารย์ผู้ที่นำเสนอเรื่องราวการตลาดแบบ Customer-Centric หรือการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
.
ก็จริงนะ? คนทั่วไปซื้อสว่านอาจไม่ได้แคร์ว่ามันจะวิเศษแค่ไหน แต่แคร์ว่ามันทำ "รู" ให้เราได้ดีหรือเปล่า
.
ยังไงๆ ลูกค้าก็สำคัญที่สุด ยิ่งในยุคที่การแข่งขันรุนแรง สิ่งที่จำเป็นคือ การเข้าใจลูกค้าและตอบสนองให้ได้โดนใจมากที่สุด
.

JTBD: Job-to-be-done คือ เรื่องที่พูดถึง Customers Needs ในมุมมองที่น่าสนใจ
.
ลูกค้าทุกคนซื้อสินค้าเพื่อไปจบความต้องการบางอย่างของตน
.
แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการของ แต่ต้องการจบปัญหาที่มีอยู่ต่างหาก!
.
คุณไม่ได้ต้องการหม้อทอด!!! แต่คุณต้องการอาหารทอดที่ไร้น้ำมัน! หรือคุณอาจต้องการอาหารที่ไม่อ้วน (ไม่ได้ใช้น้ำมันนี่) นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของ JTBD
.
คุณสั่ง Grab, Line หรือ Panda คุณอาจต้องการอาหารสักมื้อ แต่ลึกๆ คุณต้องการประหยัดเวลา!!!
.
JTBD คือ ความต้องการลึกๆ ของลูกค้าที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกเขาภายใต้สถานการณ์ ณ ขณะนั้น
.
ถ้าองค์กรหรือแบรนด์ เข้าใจ JTBD และนำมาใช้ในการวางกลยุทธ์การตลาด ทั้งการสื่อสาร การสร้าง Content หรือการวาง Positioning ผลิตภัณฑ์และบริการ ย่อมทำให้มีโอกาสโดนใจลูกค้าได้มากกว่า (เท่ากับมีโอกาสในการขายได้มากขึ้น)
.
ต่อไปเรามาดูตัวอย่างกัน #ทำไม Milkshake จึงขายดี?
.
Clayton Christensen ศาสตราจารย์แห่ง Harvard ผู้ซึ่งเสียชีวิตไปไม่นานนี้ บุรุษผู้นิยามและทำให้โลกรู้จักคำว่า "Disrupt" เขาคือ เจ้าพ่อวงการ Innovation
.
Clayton Christensen และทีมของเขาได้ร่วมงานกับ McDonald's ในการศึกษาและหาแนวทางปรับปรุงการขาย Milkshake สินค้าคลาสสิคของ McDonald's
.
ก่อนหน้านี้ McDonald's พยายามทดลองสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น การเปลี่ยนรสสัมผัสของ Milkshake หรือการผสมผลไม้เข้าไป แต่ก็นั่นล่ะไม่เวิคเลย!!!
.
กรอบความคิดของ McDonald's ได้แบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มอายุต่างๆ และพยายามพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ช่วงอายุนั่นเอง แน่นอนว่า "ยอดขายไม่กระเตื้อง"
.
กลับกัน Clayton Christensen เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ เขาลบความคิดเดิมๆ ของนักการตลาดที่แบ่งลูกค้าตาม ประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ แต่เปลี่ยนไปใช้หลัก Empathy พยายามฟังเสียงของลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อค้นหาคำตอบว่า "ทำไมคุณถึงซื้อ Milkshake"
.
Clayton Christensen และทีมเดินทางไป McDonald's สาขาต่างๆ เพื่อดูว่า ใครบ้างที่ถือแก้ว Milkshake สิ่งแรกที่เขาค้นพบ คือ คนจะซื้อ Milkshake ตอนเช้า!!! บนเส้นทางที่จะไปทำงาน
.
ทีมของเขาเริ่มต้นด้วยการถาม ถาม ถาม ลูกค้าเพื่อหาพฤติกรรมและความคิดเชิงลึกมากขึ้น จนพบคำตอบที่สอดคล้องและคล้ายคลึงกัน
.
.
พวกเขาเหล่านั้นซื้อ Milkshake ในยามเช้าก่อนไปทำงาน เพราะต้องการหลีกเลี่ยงอาการหิวในยามสาย หรือการมีอะไรสักอย่างให้พวกเขาได้ทานเล่นระหว่างขับรถและมันทำให้อิ่มได้นะ
.
ลูกค้าจำนวนมากเล่าว่า ถ้าจะกินกล้วยตอนเช้าขณะขับรถก็ดูจะสกปรกหรือลำบากเกินไป และถ้าจะถึงขั้นกินขนมปังเบเกิล ก็อิ่มมากไป หรือ Snickers เหรอ? อ้วนแน่ๆ
.
Clayton Christensen ลงลึกไปอีก จึงเข้าใจว่า JTBD ของ "Milkshake" คือ "Get Breakfast on to Go"
.
"Milkshake" เป็นตัวเลือกที่ดีในยามเช้า ขณะที่กำลังขับรถไปทำงาน อาหารยามเช้า ที่อิ่มท้องและไม่อ้วน และมันเหมาะมากขณะกำลังเดินทาง
.
ถ้าเราเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอาหารเช้าที่อิ่มท้อง ไม่หนักเกินไปและทานได้ง่ายขณะเดินทาง เราควรพัฒนา Milkshake ให้เป็นมื้อเช้าที่อุดมไปด้วยโปรตีนและน้ำตาลต่ำ มันคงดีไม่ใช่น้อย นี่คือข้อคิดของ Clayton Christensen แต่เสียดายที่มันมีหลายปัจจัยทางธุรกิจ ทำให้ข้อเสนอนี้ไม่ได้ถูกหยิบไปใช้ต่อ
.
แต่เรื่องนี้ถูกหยิบยกในช่วง 10 ปีมานี้แบบจริงๆ จังๆ ว่า นักการตลาดควรเข้าใจ JTBD ให้มากเพื่อจะได้พัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนกลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
.
.
ดร.ทอย สปอยส์ธุรกิจ
#DrToyสปอยส์ธุรกิจ

Comments

Popular posts from this blog

Brand Admiration การสร้างแบรนด์ที่ใครๆ ก็รัก

## รู้หรือไม่..แบรนด์ที่ใครๆ รัก เกิดจากอะไร? ## . #อยากเป็นที่รักไม่ต้องพูดเยอะทำ3ข้อนี้ก่อน #ทำไมลูกค้ารักคู่แข่งมากกว่าคุณ #อยากให้แบรนด์นั่งในใจลูกค้าต้องอ่าน  #อยากเป็นคนที่ใครชื่นชมต้องเข้าใจ . ถ้าคุณขายสินค้า คุณคงอยากให้ใครๆ รักแบรนด์ของคุณ เพื่อที่คุณจะได้ขายสินค้าได้ดีขึ้น ถ้าคุณขายตัวตน ด้วยการเป็นโค้ช หรือการสอนสิ่งที่คุณรู้ คุณยิ่งต้องการให้ใครๆ รักคุณ . ถ้าคุณเป็นแบรนด์ที่ใครๆ รัก จะง่ายมากที่จะขายสินค้าและบริการ เพราะมีฐานลูกค้าที่รักคุณ คอยสนับสนุน คุณเคยซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ใดสักแบรนด์ เพราะ คุณรักและชื่นชมในสิ่งที่เขาทำเพื่อคุณหรือไม่?  . เชื่อได้เลยว่า คนเรา ต้องมีสักแบรนด์หรือสองแบรนด์ที่คุณรักและชื่นชมเสมอ  การจะสร้างธุรกิจ สินค้า บริการ หรือตัวตน ที่คนอื่นรักและชื่นชม อาจมีหลายมิติหรือปัจจัย แต่หลักๆ ที่จับต้องกันได้ มีอยู่ 3Es ด้วยกัน  . #E1 Enable อย่างแรกสุด สินค้าและบริการ หรือตัวคุณ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่ คุณประโยชน์หรืออรรถประโยชน์ที่มอบให้ลูกค้า ตรงกับ Customer Job-to-be-done (JTBD) หรือไม่ . เช่น กาแฟสด...

เทคนิคการตั้งราคาขายสินค้าให้แพง

## เทคนิคการตั้งราคาขายสินค้าให้แพง ##  . #จะขายแพงต้องทำอะไรบ้าง? #จิตวิทยาการตั้งราคา #ถ้าของไม่แตกต่างอย่างโดดเด่นทำได้หรือไม่? . สินค้าที่ราคาแพงมักมีคุณภาพสูง หรือแบรนด์ที่ดีสินค้ามักราคาแพง ดังนั้นถ้าอยากขายสินค้าให้ได้ราคาแพงๆ ก็ทำคุณภาพให้ดีสิ ทำแบรนด์ให้ดังสิ นั่นก็ใช่ แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด . สิ่งเหล่านั้น คือความเข้าใจของใครหลายคน แต่ก็นั่นแหละมีสินค้าจำนวนมากที่ราคาสูงแต่คุณภาพไม่แตกต่างจากของทั่วๆ ไป หรือแบรนด์ก็อาจเทียบชั้นได้แบบพอๆ กัน ไม่ได้โดดเด่นขนาดที่เรียกว่าทิ้งห่างกันเท่าไรนัก แล้วสินค้าที่ขายแพงๆ เขาทำอย่างไรกันนะ? นี่คงเป็นคำถามที่คาใจใครหลายคน . ราคาจะแพง หรือถูก เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการรับรู้ (Perception) ของลูกค้า ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการคำนวณต้นทุนราคาขายของแบรนด์หรือผู้ผลิต . หมดยุคที่แบรนด์หรือผู้ผลิตจะตั้งราคาโดยเอาต้นทุนมาบวกกำไรที่ต้องการเข้าไป เช่น ต้นทุนสินค้าและค่าการตลาดตลอดจนการจัดส่งอยู่ที่ 100 บาท อยากได้กำไร 200% คือ 200 เท่ากับราคาขาย 300 บาท อ้าวแล้วทำอย่างไรล่ะ? (เลื่อนนิ้วไปอ่านบรรทัดต่อไปได้เลย) . จำไว้ได้เลยว่า "ราคาจะแพงหรือถูกข...

เมื่อสูญสิ้นคุณค่า (Value) แม้ลูกค้าขาประจำก็จำใจจาก

  ## เมื่อสูญสิ้นคุณค่า แม้ลูกค้าขาประจำก็จำใจจาก ## . ธุรกิจร้านข้าวแกงในวันที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ . วันนี้ผมมีเคสร้านข้าวแกงใต้สุดอร่อยแถวบ้าน ที่ผมและครอบครัวเป็นขาประจำมากว่า 3 ปี กับข้าวที่รสชาติจัดจ้าน อร่อยและมันอิ่มพอดีในราคา 40-50 บาท . ผมเดินผ่านร้านนี้อีกครั้ง สายตาที่มองเข้าไปในร้าน ผมเห็นภาพร้านที่เนืองแน่นไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ แต่ไร้ซึ่งผู้คน นี่คือภาพที่ผมเห็นมาวันแล้ววันเล่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผม ซึ่งเป็นลูกค้าขาประจำได้บอกลาร้านนี้ไป . ร้านข้าวแกงใต้นี้ผิดอะไร แน่นอนเขาไม่ได้ผิดอะไรเลยครับ แต่บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงจุดเล็กๆ นี่ละคือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวในวันนี้ . วันนึงผมกลับพบว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป นั่นคือ ปริมาณของอาหาร ข้าวตักมาในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่กับข้าวลดลง ถ้าให้สาธยายให้เห็นภาพ ก่อนหน้านี้ร้านจะตักกับข้าวประมาณ 1 ทัพพีต่อ 1 อย่าง แต่ไม่ได้เป็นปริมาณพูนๆ นะครับ แต่ก็ถือว่ากำลังดี สำหรับกับ 2 อย่างบนข้าวร้อนๆ และมีน้ำพริกกะปิและผักให้กินแกล้มกับน้ำพริก . จากวันนั้นมา กับข้าวจะถูกตักด้วยปลายทัพพี เน้นนะครับว...