## เฉลย 5 ข้อที่ต้องรู้เพื่อการก้าวสู่ "Digital Marketing"
เมื่อการตลาดออฟไลน์ใช้ไม่ได้กับออนไลน์"
.
บทความที่จะทำให้คุณเข้าใจเกมการตลาดดิจิทัลแบบมืออาชีพ
.
เมื่อใครหลายคนเข้าใจว่าการทำการตลาดดิจิทัล คือ การขายของบนออนไลน์ และทำแบบเก่าๆ จากออฟไลน์ บนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น แบบนี้คือว่า "ผิดมหันต์"
.
จะ Go Digital ต้องปรับและเข้าใจ 5 ข้อนี้
.
#1 ลูกค้า (Customers)
.
#เฉลย: เปลี่ยนจากการรอคอยลูกค้า ไปสู่การออกแบบเส้นทางลูกค้า
.
วิธีบ้านๆ ที่ทำในออฟไลน์ ไม่สามารถใช้บนออนไลน์ได้ การเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ และบอกว่าเราเข้าสู่ดิจิทัลแล้ว "มัน ยัง ไม่ใช่" เพราะสิ่งที่ต้องทำคือ การสร้างเส้นทางเดินลูกค้า หรือ Customer Journey หรือ Customer Funnel ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเดินทางของลูกค้า การรับรู้ การเลือกพิจารณาสินค้า การซื้อสินค้า การกลับมาซื้อซ้ำ และการบอกต่อ (Advocacy) เรียกว่าต้องออกแบบเส้นทางเดินในออนไลน์ให้ลูกค้าไหลเข้ามาจากคนแปลกหน้า เปลี่ยนไปเป็นลูกค้านั่นเอง
.
ขณะเดียวกันต้องสร้างการรับรู้แบรนด์ในแต่ละจุด Touchpoint เพื่อดึงลูกค้าให้ข้าใกล้ชิดกับแบรนด์หรือองค์กรมากที่สุดและเกิดความเชื่อมั่นจนตัดสินใจซื้อสินค้า
.
ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ใช้ Facebook กระตุ้นให้เกิดความสนใจ สร้างการเข้าถึงจากกลุ่มที่เป็นลูกค้าเป้าหมาย ค่อยๆ พัฒนาคนบน Facebook Page ให้กลายเป็นลูกค้าด้วย Content Marketing และส่งลูกค้าไปสร้างยอดขายบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อเก็บข้อมูล และบริการหลังการขายด้วย LineOA เพื่อทำ Re-marketing ขณะเดียวกันใช้ Google Ads เพื่อคอยดักลูกค้าที่มีปัญหา และมีการค้นหา (Search) Keywords ที่ตรงกับสินค้าและบริการที่องค์กรจัดจำหน่าย การทำเช่นนี้เป็นทั้งการสะสมมวลชนทั้งที่เป็นลูกค้า และยังไม่ใช่ลูกค้าในตอนนี้ (แต่ก็อาจเป็นลูกค้าได้ในอนาคต) เพื่อสร้างพอร์ตลูกค้าให้เติบโตขึ้นรอจังหวะที่เหมาะสมในการสร้างรายได้และผลกำไร
.
#2 การแข่งขัน (Competition)
.
#เฉลย: เปลี่ยนจากแข่งขันด้วยสินค้าและบริการไปสู่การสร้าง Platform
.
การตลาดดิจิทัล ใครที่มี Platform ที่ทรงพลัง และคุณค่า (มีผู้ใช้งานเยอะ) คุณจะสร้างรายได้หรือผลกำไรเมื่อไหร่ก็ได้ เช่น Google สร้าง Google Search Engine ขึ้นมาและมันทรงคุณค่าสำหรับคนทั่วโลก มันตอบสนองความต้องการและความอยากรู้ของมนุษย์ ที่จะเข้าไปค้นหาสิ่งต่างๆ เพื่อเติมเต็มชีวิตผ่าน Google Search Engine และนั่นทำให้มันกลายเป็น Platform ที่ทรงพลังและมีคุณค่า
.
Google สามารถสร้างรายได้จากการ "แปลง" ปริมาณการใช้งานของคนไปสู่การขายโฆษณาให้กับภาคธุรกิจใน Google Ads หรือนำไปสู่การวิจัยพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคม
.
เช่น การค้นหาคำว่าไข้หวัดใหญ่ในอเมริกา สอดคล้องกับปริมาณการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนั่นเป็นกลไกในการนำไปสู่การทำ Data Analytics ให้กับองค์กรภาครัฐในการควบคุมโรค รวมไปถึงการวางแผนการผลิตและกระจายยาและเวชภัณฑ์ไปทั่วประเทศ
.
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กละ? Platform ของเราคือ อะไร? หลายคนคิดว่าการมี Facebook Page นั้นเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญ คุณควรมีเว็บไซต์ เพราะคุณเป็นเจ้าของมันจริงๆ คุณสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าว่ามาจากช่องทางใด ลักษณะใด และใช้งานอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้องค์กรหรือนักการตลาดของคุณนำไปสู่การวิเคราะห์และวางแผนการตลาดดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าคุณพบว่า คนจำนวนมากที่ใช้บริการเว็บไซต์คุณ คือ อายุ 20-30 และพวกเขามาจากเว็บบอร์ด Pantip มากกว่าร้อยละ 90 ข้อมูล Insight แบบนี้ช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจแผนการตลาดได้โดยง่าย ข้อมูลแบบนี้มันเชื่อมต่อ Google Analytics ได้
.
#3 ข้อมูล (Data)
.
#เฉลย: เปลี่ยนข้อมูลไปสู่สินค้าเพื่อสร้างกำไร
.
ข้อมูลเกิดขึ้นทุกวินาที และมันบ่งบอกพฤติกรรม เช่น การ Track GPS ของระบบแผนที่ Google ทำให้ทราบว่าการจราจรเส้นทางไหนรถติด รถมาก หรือเคลื่อนตัวได้ดีหรือแย่กว่ากัน เพียงแค่จับสัญญาณ GPS จากมือถือทุกเครื่องในเส้นทางดังกล่าว ณ เวลานั้น
.
กลับกันหากพิจารณาในมุมพฤติกรรมผู้ใช้งาน สปอยส์ ชอบไปเดินห้างย่านสุขุมวิททุกวันเสาร์ ชอบไปวัดทุกวันอาทิตย์ กลางวัน จันทร์-ศุกร์ เดินเข้าบริเวณร้านกาแฟชื่อดัง เย็นวันศุกร์ชอบเดินห้างสยามพารากอน ข้อมูลลักษณะนี้คือ Insight ที่นักการตลาดนำไปใช้วางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ง่ายเสียกว่าการนั่งเดาว่าจะขายของให้กับมนุษย์เงินเดือนอย่าง สปอยส์ อย่างไรเสียอีก
.
ข้อมูลในยุคดิจิทัล คือ สินทรัพย์ ลองสังเกตให้ดี ธุรกิจไหนที่มีข้อมูลเป็นกอบเป็นกำและใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้ธุรกิจเหล่านั้นมีมูลค่ามหาศาลแทบทั้งสิ้น เช่น Amazon , Facebook , Google หรือ Microsoft
.
#4 นวัตกรรม (Innovation)
.
#เฉลย: สร้างนวัตกรรม แบบ MVP แล้ว Scaling Up
.
Steve Jobs เคยกล่าวว่า “Innovation distinguishes between a leader and a follower” นวัตกรรมแยกความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตาม
.
ใครมีนวัตกรรมย่อมเป็นผู้นำในตลาดโลก ในยุคของ Steve คงไม่มีใครกล้าบอกว่า Apple ไม่ล้ำหน้ากว่าใคร การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Apple เต็มไปด้วยนวัตกรรม
.
ยุคดิจิทัล การแข่งขันหรือวิธีการแบบเดิม สินค้าและบริการแบบเดิมอยู่ได้ยาก มีล้มหายตายจาก หรือไม่ก็ทางตัน การแก้ไขที่ดีที่สุดคือการนำ Design Thinking เข้ามาใช้และออกแบบนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นผ่านไอเดียที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าได้
.
การสร้าง Prototype แบบ MVP Minimum Viable Product การสร้างตัวต้นแบบที่ทดลองได้จริง มีฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์จริง ใช้งานได้จริง จะทำให้ต้นทุนการทดลองต่ำ ทดสอบตลาดได้ทันต่อเหตุการณ์ ถ้ามันเวิร์คก็ค่อยขยายไปสู่การผลิตสินค้าและบริการอย่างจริงจังออกสู่ตลาด จะได้เจ็บตัวหรือเสี่ยงน้อยลงนั่นเอง
.
ในต่างประเทศมีธุรกิจหนึ่งน่าสนใจมากๆ เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้เลี้ยงสุนัข ในช่วงวันที่มีธุระ หรืองานด่วนที่ไม่สามารถดูแลสุนัขได้ กับกลุ่มที่ 2 คนที่ย้ายมาจากเมืองอื่น หรือไม่มีพื้นที่หรือความสะดวกที่จะเลี้ยงสุนัขได้แต่พวกเขารักสุนัข และอยากเล่นกับพวกมัน
.
ธุรกิจแบบ Love Sharing เกิดขึ้นให้คนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงและวันนี้ไม่สะดวกดูแล ได้มีโอกาสแบ่งปันสุนัขที่รักไปให้คนที่ต้องการใช้เวลาว่างกับความน่ารักของสัตว์เลี้ยง แค่นี้รายได้ก็เกิด ตอบโจทย์ปัญหาของคนสองกลุ่ม
.
เจ้าของธุรกิจแบบ Love Sharing ได้รายได้จากค่าสมาชิกแบบ Subscription รายเดือนที่ผู้เป็นเจ้าของและสมาชิกที่ต้องการจะใช้เวลากับสุนัขยอมจ่ายให้เดือนละ 1-3 USD นี่คือนวัตกรรม และเริ่มทำแบบเล็กๆ ไม่ต้องต้องทุนมาก แต่พอมันได้ผลก็ขยายไปสู่ธุรกิจแบบจริงๆ จัง จนมีหลายได้หลายล้านเหรียญสหรัฐ
.
#5 คุณค่า (Value)
.
#เฉลย: เช็คคุณค่าที่นำเสนอไปยังลูกค้าว่า ลูกค้าต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินหรือไม่
.
หลายคนชอบบอกว่า สินค้าและบริการของฉันดี ดีมาก มีคุณค่า และไหนละขายได้ไหม? คำตอบคือ ก็ได้บ้าง ขายไม่ได้บ้าง ขายไม่ได้เลยก็มี นั่นเพราะเราผลิตสินค้าและบริการมาเพื่อตัวเรา ไม่ได้เพื่อลูกค้าหรือคนที่พร้อมจะจ่ายเงินให้กับคุณ
.
การจะสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณค่า คือ การสร้างสินค้าและบริการที่คนอยากได้และต้องอยากจ่ายเงินเพื่อมันด้วย ดังนั้นคุณค่าไม่ใช่สำหรับคุณแต่เป็นสำหรับลูกค้าของคุณ
.
ปัญหานี้เกิดจากการหลงลืมการเข้าไปคุยกับลูกค้า หลงลืมการทำ User Research แบบจริงจัง เราต้องดูให้รู้ เห็นให้จริง เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อรู้ให้ชัดว่า Pain Point ของลูกค้าคืออะไร และพัฒนาคุณค่าให้กับสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ปัญหานั้นของเขา
.
ยิ่งในยุคดิจิทัล การทำ User Research ง่ายกว่าสมัยก่อนมากมาย แค่คุณติดตามพฤติกรรมลูกค้าในการใช้ระบบออนไลน์ การใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน เว็บไซต์ที่พวกเขาชอบเข้าไปเยี่ยมชม การใช้เวลาการเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งหมดมันช่วยให้คุณเข้าใจพวกเขามากขึ้นและออกแบบคุณค่าที่แท้จริงได้ เรียกว่าตอบโจทย์ Customer Job-to-be-done ได้ตรงกับสถานการณ์ความต้องการใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการของลูกค้า
.
#ถ้าคุณเข้าใจดิจิทัลและพร้อมลุยแล้ว พิมพ์ "ลุย"
.
ดร.ทอย

Comments
Post a Comment